การบริหารความเสี่ยงในการเทรดฟอเร็กซ์: เทคนิคและการคำนวณอย่างละเอียดเพื่อการเทรดอย่างมืออาชีพ

By Admins Updated 4 November 2024

การบริหารความเสี่ยงในการเทรดฟอเร็กซ์: กลยุทธ์และการคำนวณขนาดการเทรดอย่างละเอียด

การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณอยู่รอดและทำกำไรในระยะยาวในตลาดฟอเร็กซ์ (Forex) แม้ว่าฟอเร็กซ์จะให้โอกาสทำกำไรสูง แต่หากไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี การเทรดอาจส่งผลให้สูญเสียเงินทุนได้อย่างรวดเร็ว บทความนี้จะเจาะลึกถึงเทคนิคการบริหารความเสี่ยงและการคำนวณขนาดการเทรด (Position Sizing) เพื่อช่วยให้คุณสามารถเทรดได้อย่างมั่นใจและเป็นมืออาชีพ

หลักการบริหารความเสี่ยงที่ควรรู้

  1. การกำหนดความเสี่ยงต่อการเทรด
    ควรกำหนดความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง ไม่ให้เกิน 1-2% ของพอร์ตการลงทุน การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณสามารถเทรดต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องกลัวว่าพอร์ตจะเสียหายหนักเกินไป
    ตัวอย่าง: หากคุณมีเงินทุน 10,000 ดอลลาร์ การเสี่ยง 2% หมายถึงคุณยอมขาดทุนได้สูงสุด 200 ดอลลาร์ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง
  2. การตั้งค่า Stop Loss เพื่อจำกัดการขาดทุน
    การตั้งค่า Stop Loss คือการกำหนดระดับราคาที่คุณจะยอมขาดทุนในกรณีที่ราคาตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับคุณ การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมจะช่วยให้การขาดทุนอยู่ในขอบเขตที่คุณยอมรับได้
    การตั้งค่า Stop Loss ควรขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์เชิงเทคนิค เช่น ระดับแนวรับ แนวต้าน หรือตามโครงสร้างราคา
  3. การคำนวณขนาดการเทรด (Position Sizing) ที่เหมาะสม
    การคำนวณขนาดการเทรดเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถจัดการความเสี่ยงให้สอดคล้องกับ Stop Loss ที่ตั้งไว้ ขนาดการเทรดที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณรักษาระดับการขาดทุนไว้ในเปอร์เซ็นต์ที่ยอมรับได้ในทุกการเทรด

การคำนวณขนาดการเทรด (Position Sizing)

การคำนวณขนาดการเทรด (Lot Size) ใช้ข้อมูลหลักได้แก่ จำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยง, ระยะห่างของ Stop Loss และมูลค่า pip ต่อ Lot ในคู่เงินที่คุณเทรด

สูตรการคำนวณขนาดการเทรด

ขนาดการเทรด (Lot) = จำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยง Stop Loss (pip) × มูลค่า pip ต่อ Lot

ความหมายของแต่ละตัวแปรในสูตร

  • จำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยง: เป็นจำนวนเงินที่คุณยินดีจะสูญเสียต่อการเทรดหนึ่งครั้ง (เช่น 2% ของพอร์ต)
  • Stop Loss (pip): จำนวน pip ที่ตั้งค่า Stop Loss จากจุดเข้าเทรด
  • มูลค่า pip ต่อ Lot: สำหรับคู่เงินหลักอย่าง EUR/USD มูลค่า pip ต่อ 1 Lot มักอยู่ที่ประมาณ 10 ดอลลาร์ หากเป็นคู่เงินอื่น เช่น GBP/JPY ควรคำนวณมูลค่า pip ตามอัตราแลกเปลี่ยนของคู่เงินนั้นๆ

ตัวอย่างการคำนวณขนาดการเทรด

สมมติว่า:

  • เงินทุน = 10,000 ดอลลาร์
  • เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง = 2%
  • Stop Loss = 40 pip
  • คู่เงิน EUR/USD (มูลค่า pip ต่อ 1 Lot = 10 ดอลลาร์)

1. คำนวณจำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยง
ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ = 10,000 × 0.02 = 200 ดอลลาร์

2. คำนวณขนาดการเทรด (Lot)
ขนาดการเทรด = 200 40 × 10 = 0.5 Lot

ดังนั้น ขนาดการเทรดที่เหมาะสมในตัวอย่างนี้คือ 0.5 Lot ซึ่งจะทำให้คุณเสี่ยงไม่เกิน 2% ของเงินทุน หากราคาถึงจุด Stop Loss คุณจะขาดทุนเพียง 200 ดอลลาร์

การคำนวณในกรณีของคู่เงินอื่น ๆ

เมื่อเทรดคู่เงินที่มีมูลค่า pip แตกต่างกัน เช่น GBP/JPY การคำนวณจะต้องใช้มูลค่า pip ที่ถูกต้องตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น:

  • เงินทุน = 10,000 ดอลลาร์
  • เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง = 1.5%
  • Stop Loss = 30 pip
  • มูลค่า pip ของ GBP/JPY = 9 ดอลลาร์ต่อ 1 Lot

1. คำนวณจำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยง
ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ = 10,000 × 0.015 = 150 ดอลลาร์

2. คำนวณขนาดการเทรด (Lot)
ขนาดการเทรด = 150 30 × 9 ≈ 0.56 Lot

คำนวณขนาดการเทรดด้วยตนเอง







กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติม

  1. การกระจายความเสี่ยง (Diversification)
    หลีกเลี่ยงการเทรดในคู่เงินที่มีความสัมพันธ์สูงในเวลาเดียวกัน เช่น EUR/USD และ GBP/USD ซึ่งมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน การกระจายคู่เงินที่แตกต่างกันจะช่วยลดความเสี่ยงที่พอร์ตของคุณจะได้รับผลกระทบพร้อมกัน

    ตัวอย่างการกระจายความเสี่ยง: หากคุณตั้งใจเทรด EUR/USD ควรเลือกเทรดคู่เงินที่ไม่มีความสัมพันธ์เชิงบวกสูง เช่น AUD/JPY เพื่อไม่ให้พอร์ตของคุณเสี่ยงต่อการขาดทุนพร้อมกันในกรณีที่ตลาดมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน
  2. กำหนด Risk-to-Reward Ratio (อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน)
    ควรกำหนด Risk-to-Reward Ratio ที่คาดหวัง เช่น 1:2 หรือ 1:3 วิธีนี้ช่วยให้คุณทำกำไรได้ในระยะยาว แม้ว่าจะชนะการเทรดเพียงครึ่งหนึ่งของทั้งหมดก็ตาม

    ตัวอย่างการคำนวณ Risk-to-Reward Ratio:
    หากคุณตั้งค่า Stop Loss ไว้ที่ 50 pip การกำหนด Reward ที่ 2 เท่าของ Stop Loss จะทำให้คุณตั้งเป้าหมาย Take Profit ไว้ที่ 100 pip ดังนั้นอัตราส่วน Risk-to-Reward Ratio จะเท่ากับ 1:2 ซึ่งหมายความว่า หากคุณชนะการเทรดในอัตราส่วนนี้ คุณจะยังคงทำกำไรได้แม้จะชนะเพียง 50% ของการเทรดทั้งหมด
  3. การใช้ Trailing Stop
    Trailing Stop ช่วยให้คุณปรับ Stop Loss ตามราคาที่เคลื่อนไปในทิศทางที่คุณคาดหวัง ซึ่งช่วยให้คุณสามารถล็อกกำไรและลดความเสี่ยงหากราคาย้อนกลับ วิธีนี้เหมาะสำหรับการเทรดตามแนวโน้มที่ชัดเจน

    ตัวอย่างการใช้ Trailing Stop: หากคุณเข้าเทรดที่ราคา 1.2000 และตั้ง Trailing Stop ไว้ที่ 20 pip หากราคาวิ่งไปถึง 1.2040 จุด Stop Loss ของคุณจะถูกปรับไปอยู่ที่ 1.2020 หากราคาย้อนกลับมาถึงจุดนี้ คุณจะถูกหยุดที่กำไร 20 pip แทนที่จะสูญเสียกำไรที่ทำไว้
  4. การตั้งเป้าหมาย Take Profit อย่างชัดเจน
    การตั้งจุด Take Profit ช่วยให้คุณกำหนดระดับกำไรที่ต้องการและป้องกันไม่ให้กำไรหายไปในกรณีที่ราคาย้อนกลับหลังจากคุณทำกำไรได้

การทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง

การบันทึกและวิเคราะห์การเทรดช่วยให้คุณเข้าใจข้อผิดพลาดและจุดอ่อนของกลยุทธ์ของคุณ ควรทบทวนประวัติการเทรดอย่างสม่ำเสมอเพื่อหาวิธีปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง เช่น การปรับขนาดการเทรดให้เหมาะสมตามสถานการณ์ตลาดหรือปรับ Stop Loss ให้สอดคล้องกับความผันผวนของราคา

สรุป

การบริหารความเสี่ยงในฟอเร็กซ์ไม่ใช่แค่การตั้ง Stop Loss แต่ยังรวมถึงการคำนวณขนาดการเทรดที่เหมาะสมตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การคำนวณขนาดการเทรดตามเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตที่ยอมรับความเสี่ยงจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมการขาดทุนได้ การใช้กลยุทธ์เสริมเช่นการกระจายความเสี่ยงและการกำหนดอัตราส่วนผลตอบแทนที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเทรดฟอเร็กซ์อย่างยั่งยืน