ในการเทรด Forex คำศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการเทรดถือเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจในการซื้อขายได้อย่างถูกต้องและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในตลาด นี่คือคำศัพท์พื้นฐานที่ใช้บ่อยในการเทรด Forex:
1. Pip (จุดราคา)
Pip คือการเปลี่ยนแปลงของราคาที่เล็กที่สุดในคู่สกุลเงิน โดยปกติจะเป็นตัวเลขทศนิยมที่ 4 เช่น หากคู่สกุลเงิน EUR/USD เปลี่ยนแปลงจาก 1.1200 ไป 1.1205 นั่นแสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลง 5 pips
2. Spread (สเปรด)
Spread หมายถึงความต่างระหว่างราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) ของคู่สกุลเงิน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากการเปิดสถานะในตลาด ค่า Spread ที่น้อยกว่าจะเป็นที่ต้องการของเทรดเดอร์ เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายลดลง
3. Leverage (เลเวอเรจ)
Leverage คือการยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อเพิ่มขนาดการซื้อขายของคุณ ซึ่งทำให้สามารถควบคุมปริมาณเงินที่มากกว่าจำนวนเงินที่คุณฝากเข้าบัญชี การใช้ Leverage ช่วยให้คุณทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
4. Margin (มาร์จิ้น)
Margin คือจำนวนเงินที่เทรดเดอร์ต้องวางไว้กับโบรกเกอร์เพื่อรักษาสถานะที่เปิดอยู่ โดยการเทรดด้วยเลเวอเรจจะต้องใช้เงินทุนบางส่วนเป็นมาร์จิ้นเพื่อเปิดออเดอร์
5. Lot (ล็อต)
Lot หมายถึงขนาดของการซื้อขายในตลาด Forex ขนาดมาตรฐานของ 1 ล็อตเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน นอกจากนี้ยังมี mini lot (10,000 หน่วย) และ micro lot (1,000 หน่วย) เพื่อให้เทรดเดอร์เลือกขนาดการเทรดที่เหมาะสมกับตนเอง
6. Bid และ Ask
- Bid คือราคาที่โบรกเกอร์ยินดีซื้อคู่สกุลเงินจากคุณ
- Ask คือราคาที่โบรกเกอร์ยินดีขายคู่สกุลเงินให้คุณ
ความต่างระหว่าง Bid และ Ask คือค่า Spread
7. Bull Market (ตลาดกระทิง) และ Bear Market (ตลาดหมี)
- Bull Market หมายถึงตลาดที่มีแนวโน้มขาขึ้น ราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- Bear Market หมายถึงตลาดที่มีแนวโน้มขาลง ราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง
8. Stop Loss (หยุดขาดทุน) และ Take Profit (หยุดทำกำไร)
- Stop Loss เป็นคำสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อจำกัดการขาดทุน เมื่อราคาสินทรัพย์ถึงระดับที่กำหนด
- Take Profit เป็นคำสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อปิดการซื้อขายเมื่อทำกำไรได้ตามที่คาดหวัง
9. Currency Pair (คู่สกุลเงิน)
คู่สกุลเงินคือการเทรดสกุลเงินสองสกุล เช่น EUR/USD โดยสกุลเงินตัวแรกเรียกว่า "สกุลเงินฐาน" (Base Currency) และสกุลเงินตัวที่สองเรียกว่า "สกุลเงินอ้างอิง" (Quote Currency)
10. Long และ Short
- Long หรือ buy หมายถึงการเปิดสถานะซื้อในคู่สกุลเงิน โดยคาดหวังว่าราคาจะขึ้น
- Short หรือ sell หมายถึงการเปิดสถานะขายในคู่สกุลเงิน โดยคาดหวังว่าราคาจะลง
11. Order (คำสั่งซื้อขาย)
Order คือคำสั่งในการซื้อหรือขายคู่สกุลเงิน ซึ่งมีหลายประเภท เช่น Market Order (คำสั่งซื้อขายทันที), Limit Order (คำสั่งซื้อขายเมื่อถึงราคาที่กำหนด), และ Stop Order (คำสั่งซื้อขายเมื่อราคาผ่านจุดที่กำหนด)
12. Slippage (ความคลาดเคลื่อนของราคา)
Slippage เกิดขึ้นเมื่อราคาที่เทรดเดอร์ต้องการซื้อหรือขายไม่ตรงกับราคาที่ได้รับในความเป็นจริง ซึ่งอาจเกิดจากความผันผวนของตลาดหรือความล่าช้าของคำสั่งซื้อขาย
13.Technical Analysis
การวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ การศึกษาข้อมูลราคาในอดีต เช่น กราฟราคา รูปแบบราคา และปริมาณการซื้อขาย เพื่อคาดการณ์แนวโน้มราคาในอนาคต โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆ
14.Indicator
คือเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค เพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อขาย ตัวอย่าง Indicator ที่นิยมใช้ เช่น
- Moving Average: ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของราคา ใช้ระบุแนวโน้ม และหาจุด Support/Resistance
- RSI (Relative Strength Index): ใช้ชี้วัดสภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) และ Oversold (ขายมากเกินไป)
- MACD (Moving Average Convergence Divergence): ใช้ระบุโมเมนตัม และหาสัญญาณซื้อขาย
15.Support
คือแนวรับ หรือระดับราคาที่คาดว่าจะมีแรงซื้อเข้ามามากกว่าแรงขาย ทำให้ราคาหยุดลงหรือดีดตัวขึ้น
16. Resistance
คือแนวต้าน หรือระดับราคาที่คาดว่าจะมีแรงขายเข้ามามากกว่าแรงซื้อ ทำให้ราคาหยุดลงหรือปรับตัวลง
17.Trend
คือแนวโน้มของราคา ซึ่งมี 3 รูปแบบหลักๆ คือ
Uptrend: แนวโน้มขาขึ้น ราคาโดยรวมมีการปรับตัวสูงขึ้น สร้างจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) และจุดต่ำสุดใหม่ (Higher Low)
Downtrend: แนวโน้มขาลง ราคาโดยรวมมีการปรับตัวลดลง สร้างจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) และจุดสูงสุดใหม่ (Lower High)
Sideway: แนวโน้มทรงตัว ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
คำศัพท์ใน MetaTrader
MetaTrader เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการเทรดที่นิยมใช้มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะ MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) ซึ่งมีเครื่องมือและฟีเจอร์ต่าง ๆ มากมายที่ช่วยให้การเทรดง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่คือคำศัพท์ที่สำคัญที่ใช้ใน MetaTrader:
1. Chart (กราฟ)
Chart คือกราฟแสดงราคาของสินทรัพย์ในช่วงเวลาต่าง ๆ ใน MetaTrader มีกราฟหลายแบบ เช่น กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart), กราฟเส้น (Line Chart), และกราฟแท่ง (Bar Chart) เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา
2. Expert Advisor (EA)
Expert Advisor หรือ EA คือระบบการซื้อขายอัตโนมัติที่เขียนด้วยภาษา MQL4 หรือ MQL5 ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์สามารถตั้งโปรแกรมให้ทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติตามกฎที่กำหนดไว้
3. Indicator (อินดิเคเตอร์)
Indicator คือเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคใน MetaTrader เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์วิเคราะห์แนวโน้มของราคา ตัวอย่างเช่น Moving Average, RSI (Relative Strength Index), และ Bollinger Bands
4. Order Types (ประเภทคำสั่งซื้อขาย)
- Market Order: คำสั่งซื้อขายที่ทำการทันทีที่ราคาปัจจุบัน
- Pending Order: คำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้าเพื่อเปิดตำแหน่งเมื่อถึงราคาที่กำหนด โดยแบ่งออกเป็น Buy Litmit คือซื้อเมื่อราคาลดลงมาถึงราคาที่เราตั้งไว้,Sell Litmit คือขายเมื่อราคาขึ้นไปถึงราคาที่เราตั้งไว้,Buy Stop คือซื้อเมื่อราคาขึ้นไปถึงราคาที่เราตั้งไว้,Sell Stop คือขายเมื่อราคาลดลงถึงเราคาที่เราตั้งไว้
5. Terminal (เทอร์มินัล)
Terminal คือหน้าต่างที่แสดงข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับบัญชีเทรดใน MetaTrader เช่น ตำแหน่งที่เปิดอยู่, ประวัติการซื้อขาย, ข่าวสาร (News), และการแจ้งเตือน (Alerts)
6. Navigator (เนวิเกเตอร์)
Navigator เป็นหน้าต่างใน MetaTrader ที่แสดงรายการบัญชีเทรด, Indicator, EA, และ Scripts ที่สามารถใช้ได้ เทรดเดอร์สามารถลากและวาง Indicator หรือ EA จาก Navigator ลงบนกราฟเพื่อใช้งานได้ทันที
7. Lot Size (ขนาดล็อต)
ขนาดล็อตใน MetaTrader คือปริมาณของคู่สกุลเงินที่เทรดเดอร์เลือกเทรด การกำหนด Lot Size ที่เหมาะสมจะช่วยให้การจัดการความเสี่ยงเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. Stop Level (ระดับการหยุด)
Stop Level คือระยะห่างขั้นต่ำที่สามารถตั้งคำสั่ง Stop Loss หรือ Take Profit จากราคาปัจจุบันได้ โบรกเกอร์อาจกำหนด Stop Level ที่ต่างกันในคู่สกุลเงินต่าง ๆ
9. Margin Level (ระดับมาร์จิ้น)
Margin Level คืออัตราส่วนระหว่าง Equity (มูลค่าสุทธิในบัญชี) กับ Margin ที่ใช้ไป โดยแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ หาก Margin Level ลดลงต่ำมากเกินไป โบรกเกอร์อาจทำการปิดสถานะเพื่อป้องกันการขาดทุนมากกว่าทุนที่มีในบัญชี
10. Trade Tab (แท็บการเทรด)
Trade Tab คือแท็บในหน้าต่าง Terminal ที่แสดงตำแหน่งที่เปิดอยู่ทั้งหมด รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับกำไร/ขาดทุน, ขนาดล็อต, และราคาที่เปิดไว้
11. Tick Chart (กราฟทิค)
Tick Chart คือกราฟแสดงการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละทิค (Tick) ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ละเอียดมากขึ้น MetaTrader มีกราฟนี้เพื่อให้เทรดเดอร์ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาตามเวลาจริง
12. Backtesting (ทดสอบย้อนหลัง)
Backtesting คือการทดสอบระบบการซื้อขายหรือ Expert Advisor (EA) โดยใช้ข้อมูลในอดีตเพื่อประเมินผลการทำงานและประสิทธิภาพ MetaTrader มีเครื่องมือ Strategy Tester สำหรับการ Backtesting เพื่อทดสอบความสามารถของกลยุทธ์ต่าง ๆ
13. Template (เทมเพลต)
Template ใน MetaTrader คือการบันทึกการตั้งค่าต่าง ๆ ของกราฟ เช่น อินดิเคเตอร์และเครื่องมือวิเคราะห์ที่ใช้ เพื่อให้สามารถนำไปใช้กับกราฟอื่นได้อย่างรวดเร็ว
14. One Click Trading (การเทรดคลิกเดียว)
One Click Trading คือฟีเจอร์ใน MetaTrader ที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเปิดหรือปิดตำแหน่งได้อย่างรวดเร็วด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว โดยไม่ต้องผ่านหน้าต่างยืนยันคำสั่งซื้อขาย
15. Trailing Stop (การเลื่อนหยุดขาดทุนอัตโนมัติ)
Trailing Stop เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเลื่อนจุด Stop Loss ตามการเคลื่อนไหวของราคาที่เป็นไปในทางที่ดี ซึ่งช่วยป้องกันกำไรที่ทำได้จากการกลับตัวของรา
คำศัพท์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่มีให้ใน MetaTrader เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีการจัดการความเสี่ยงที่ดี การเข้าใจและใช้งานเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในตลาด Forex
Margin (มาร์จิ้น)
Margin คือจำนวนเงินที่เทรดเดอร์ต้องวางไว้กับโบรกเกอร์เพื่อเปิดสถานะในการเทรด Forex การใช้ Margin ทำให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมขนาดการซื้อขายที่ใหญ่กว่าจำนวนเงินที่มีในบัญชีได้ โดย Margin จะทำงานร่วมกับ Leverage (เลเวอเรจ) ซึ่งช่วยให้สามารถเทรดในขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้ แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มากขึ้นเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น หากโบรกเกอร์กำหนด Leverage 1:100 และคุณต้องการเปิดสถานะการเทรดที่มีมูลค่า 100,000 USD คุณจะต้องใช้ Margin เพียง 1,000 USD เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าโบรกเกอร์จะ "ยืม" ให้คุณซื้อขายในปริมาณที่มากกว่าจำนวนเงินที่คุณวางไว้
ประเภทของ Margin
-
Used Margin (มาร์จิ้นที่ใช้ไป) เป็นจำนวนเงินที่ถูกล็อกไว้ในบัญชีเพื่อรักษาตำแหน่งที่เปิดอยู่แล้ว การเทรดหลายตำแหน่งพร้อมกันจะทำให้ Used Margin เพิ่มขึ้น
-
Free Margin (มาร์จิ้นที่ว่าง) เป็นจำนวนเงินที่สามารถใช้เปิดตำแหน่งใหม่ได้ Free Margin คำนวณจาก Equity - Used Margin เมื่อเปิดสถานะใหม่ Free Margin จะลดลงตามปริมาณมาร์จิ้นที่ใช้ไป
-
Margin Level (ระดับมาร์จิ้น) Margin Level เป็นตัวบ่งชี้ถึงสุขภาพทางการเงินของบัญชี โดยคำนวณจาก (Equity / Used Margin) x 100% ระดับมาร์จิ้นที่ต่ำเกินไปอาจทำให้โบรกเกอร์ทำการปิดสถานะ (เรียกว่า Margin Call) เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีติดลบ
Margin Call (การเรียกหลักประกัน)
เมื่อระดับมาร์จิ้นของบัญชีลดลงต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนด (เช่น 100% หรือน้อยกว่า) โบรกเกอร์อาจส่งคำเตือนที่เรียกว่า Margin Call เพื่อแจ้งให้คุณทราบว่าคุณจำเป็นต้องฝากเงินเพิ่มเติมหรือปิดตำแหน่งบางส่วนเพื่อเพิ่ม Margin Level และหลีกเลี่ยงการปิดสถานะอัตโนมัติ
การเข้าใจ Margin และการจัดการมาร์จิ้นอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงในการเทรด Forex การใช้ Leverage ที่สูงอาจเพิ่มโอกาสในการทำกำไร แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเทรดเดอร์ควรมีการวางแผนการจัดการความเสี่ยงที่ดีเพื่อรักษาความปลอดภัยในการลงทุน