ช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ 2026 ตลาดทองคำทั่วโลกเจอความผันผวนระดับ “สุดโต่ง” แบบที่นักลงทุนหลายคนไม่คุ้นชิน—ราคาวิ่งขึ้นทำจุดสูงสุดแถว $5,590/ออนซ์ ก่อนจะ ย่อลงอย่างรวดเร็วในวันเดียวกัน และหลังจากนั้นยังแกว่งแรงขึ้น-ลงต่อเนื่องในแต่ละวัน
เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจาก “ข่าวเดียว” แต่เป็นการปะทะกันของ 3 แรงหลัก: กำไรที่ล้นมือ + ความคาดหวังดอกเบี้ย/ค่าเงิน + การบังคับลดความเสี่ยงของตลาด (de-leveraging)
เกิดอะไรขึ้นกับราคาทอง?
-
ในวันที่ 29 ม.ค. 2026 ราคาทองคำสปอตทำสถิติใหม่แตะราว $5,594.82/ออนซ์ (ใกล้เคียง “5590” ที่พูดถึง) แต่หลังจากนั้นเกิดแรงขายทำกำไร กดราคาลงไปทำจุดต่ำสุดระหว่างวันแถว $5,109.62 (ย่อลงมากกว่า 5% จากจุดสูงสุดในวันเดียวกัน)
-
ต่อมาแรงเหวี่ยงยังไม่จบ—ตลาดทอง/เงินเจอการปรับฐานหนักต่อเนื่อง โดยมีช่วงที่ราคาทองถูกกดลงแรงจากหลายปัจจัยพร้อมกัน รวมถึงกระแส “เทขายโลหะมีค่า” ที่สื่อหลายสำนักรายงานตรงกัน
ภาพรวมคือ: ขึ้นแรงมาก่อน → คนเริ่มล็อกกำไร → แรงขายกระทบจุดตัดขาดทุน/มาร์จิ้น → ราคายิ่งไหลเร็ว
ทำไมถึงร่วงเร็ว ทั้งที่เพิ่งทำ All-time high?
1) “ขายทำกำไร” หลังขึ้นแบบพาราโบลา
เมื่อราคาขึ้นเร็วและไกลเกินค่าเฉลี่ยในเวลาสั้น ๆ นักลงทุนจำนวนมากจะเลือก “ปิดกำไร” เพราะกลัวว่าราคาจะย่อลงแรง (และในตลาดที่ขึ้นร้อน ๆ มักมีคำสั่ง stop loss / take profit หนาแน่นเป็นพิเศษ)
2) ดอลลาร์แข็ง + ความคาดหวังนโยบายการเงินตึงตัวขึ้น
หนึ่งในตัวจุดชนวนสำคัญที่ถูกพูดถึงคือการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Federal Reserve ซึ่งตลาดตีความว่าอาจนำไปสู่แนวทางที่ “เข้มงวด/เหยี่ยว” มากขึ้น ส่งผลให้ ดอลลาร์แข็ง และกดดันราคาสินทรัพย์ที่ซื้อขายเป็นดอลลาร์อย่างทองคำ
(ข่าวนี้เชื่อมโยงกับบทบาทของ Donald Trump ในการประกาศ/เสนอชื่อด้วย)
3) “De-leveraging” และมาร์จิ้น: ตอนตลาดบังคับลดความเสี่ยง ราคาจะไหลไว
เมื่อมีการแกว่งแรง ตลาดฟิวเจอร์ส/อนุพันธ์มักเจอแรงกดดันจาก การเพิ่มมาร์จิ้น และการปิดสถานะที่ใช้เลเวอเรจสูง ซึ่งทำให้เกิดการ “ไล่ขายเป็นทอด ๆ” (stop cascade)
โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการตลาดอย่าง CME Group ที่มีการปรับเงื่อนไขมาร์จิ้น ยิ่งกระตุ้นให้คนต้องลดความเสี่ยงเร็วขึ้น
แล้วทำไมถึง “ขึ้นลงแรงทุกวัน” (Daily Volatility) ?
เพราะตอนนี้ตลาดทองคำถูกขับเคลื่อนด้วย “ข่าวและความคาดหวัง” เป็นหลัก ทำให้เกิด 2 สภาพพร้อมกัน:
-
ฝั่งซื้อ ยังมีเหตุผลจะถือทอง (ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจ/ภูมิรัฐศาสตร์, ความกังวลเชิงระบบ ฯลฯ)
-
ฝั่งขาย ก็มีแรงจูงใจสูง (กำไรสะสมเยอะมาก + ต้นทุนถือครองเปลี่ยนตามดอลลาร์/ดอกเบี้ย + โดนบังคับลดเลเวอเรจ)
ผลลัพธ์คือ “วันไหนข่าวหนุน” ก็เด้งแรง—แต่ “วันไหนโดนกด” ก็ไหลแรงเช่นกัน และในตลาดที่ร้อนจัด การย่อ/เด้ง 3–8% ในวันเดียวอาจเกิดได้ง่ายกว่าปกติ
สิ่งที่นักลงทุน/เทรดเดอร์ควรระวังในช่วงทองเหวี่ยงแรง
-
ลดเลเวอเรจ และลดขนาดสถานะ (position size) ช่วงความผันผวนสูง
-
ตั้ง แผนตัดขาดทุน/ทำกำไร ให้ชัด และยอมรับว่า “slippage” อาจเกิดได้ในช่วงไหลแรง
-
โฟกัสดู 3 ตัวแปรหลัก:
-
แนวโน้มดอลลาร์
-
โทนของเฟด/ความคาดหวังดอกเบี้ย
-
ข่าวมาร์จิ้น/แรงบังคับปิดสถานะในตลาดอนุพันธ์
-
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน